ทำความรู้จักรถยนต์ PHEV, HEV, BEV แตกต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนดี
02 July 2569

การเลือกซื้อรถยนต์ในปัจจุบันจำเป็นต้องพิจารณารูปแบบระบบขับเคลื่อนที่มีการพัฒนาจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ระบบพลังงานไฟฟ้า ตัวย่อทางเทคนิค เช่น HEV, PHEV และ BEV จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดสมรรถนะ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และรูปแบบการบำรุงรักษา บทความนี้ให้ข้อมูลโครงสร้างการทำงานและข้อจำกัดของแต่ละระบบ เพื่อเป็นเกณฑ์ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานจริง
หลักการทำงานของเทคโนโลยี HEV, PHEV และ BEV
ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก โดยมีความแตกต่างด้านแหล่งพลังงานและระบบการชาร์จไฟ
ตารางเปรียบเทียบ HEV, PHEV และ BEV
ประเภทรถยนต์ | แหล่งพลังงานที่ใช้ | ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟไหม | ขับด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไหม / ได้ไกลแค่ไหน |
|---|---|---|---|
HEV (Hybrid) | น้ำมัน | ไม่ต้องชาร์จ (ชาร์จตัวเองขณะเบรก) | ได้ระยะสั้นๆ (เฉพาะช่วงออกตัวหรือความเร็วต่ำ) |
PHEV (Plug-in Hybrid) | น้ำมัน + ไฟฟ้า | ชาร์จได้ (เลือกชาร์จหรือไม่ชาร์จก็ได้) | ได้ระยะปานกลาง (ประมาณ 40–100 กิโลเมตร) |
BEV (Battery EV) | ไฟฟ้า 100% | ต้องชาร์จเท่านั้น (ไม่มีถังน้ำมัน) | ได้ระยะไกลตลอดการขับขี่ (ไม่มีเครื่องยนต์น้ำมัน) |
4 แนวทางการเลือกซื้อรถยนต์ให้ตรงกับพฤติกรรมการใช้งาน
การเลือกซื้อรถยนต์ในยุคที่มีทั้ง BEV, HEV และ PHEV ให้เลือกนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาตั้งต้นอีกต่อไป แต่คือการหาคำตอบว่า "รถแบบไหนเข้ากับชีวิตประจำวันของคุณมากที่สุด" แนวทางต่อไปนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้การตัดสินใจนั้นชัดเจนและมั่นใจมากขึ้น
1. การใช้งานในรูปแบบครอบครัวและการเดินทางข้ามจังหวัด
สำหรับบ้านที่ต้องการรถคันหลักที่รองรับได้ทั้งการเดินทางประจำวันในเมืองและการขับข้ามจังหวัดในวันหยุด รถยนต์ระบบ PHEV คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ เพราะสามารถชาร์จไฟที่บ้านเพื่อใช้งานระยะสั้นในวันธรรมดาได้โดยแทบไม่ต้องแวะปั๊มน้ำมัน และเมื่อถึงเวลาขับทางไกล ระบบเครื่องยนต์จะเข้ามาเสริมได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องจุดชาร์จตามเส้นทาง
Chery TIGGO 8 CSH คือตัวแทนของแนวคิดนี้ในรูปแบบ SUV ขนาดใหญ่ที่รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 7 ที่นั่ง พร้อมระบบ PHEV ที่ออกแบบมาให้ขับขี่ด้วยไฟฟ้าในระยะใช้งานปกติ และสลับไปใช้น้ำมันได้อย่างไร้รอยต่อเมื่อต้องการ เหมาะสำหรับครอบครัวที่ยังไม่พร้อมพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จสาธารณะ 100%
2. การใช้งานที่เน้นสมรรถนะและเทคโนโลยีระบบไฟฟ้า
หากเป้าหมายคือการตัดค่าน้ำมันออกจากชีวิตอย่างถาวร และต้องการสัมผัสประสบการณ์ขับขี่ที่มอเตอร์ไฟฟ้าให้การตอบสนองแบบทันทีทันใดโดยไม่มีดีเลย์ รถยนต์ไฟฟ้า BEV ระดับกลางถึงใหญ่ที่มีระยะขับขี่ต่อการชาร์จเต็มรอบอยู่ที่ประมาณ 400–500 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP ถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาว
Chery V23 คือ BEV ที่ผสานดีไซน์สปอร์ตเข้ากับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ด้วยระยะขับขี่ที่เพียงพอต่อการเดินทางทั้งในกรุงเทพฯ และการวางแผนเดินทางข้ามจังหวัดพร้อมจุดชาร์จล่วงหน้า
3. การใช้งานในเมืองระยะสั้น (City Car)
หากจุดประสงค์คือการจัดหารถยนต์คันที่สองสำหรับใช้งานในเมืองที่มีการจราจรติดขัด เช่น การรับ-ส่งนักเรียน หรือการขับขี่ไปสถานที่ทำงานในระยะสั้น รถยนต์ไฟฟ้า BEV ขนาดกะทัดรัด ช่วยให้ประหยัดต้นทุนพลังงานต่อกิโลเมตรได้สูงสุด และมีความคล่องตัวสูงในการหาที่จอด เช่น Chery Q รถไฟฟ้าทรงแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความคล่องตัวในเมืองโดยเฉพาะ ด้วยขนาดฐานล้อ 2,700 มม. และระยะทางวิ่งสูงสุด 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จ (มาตรฐาน NEDC) ช่วยให้สามารถใช้งานในเมืองได้หลายวันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
4. ค่าบำรุงรักษาระยะยาว BEV, HEV และ PHEV ต่างกันแค่ไหน?
นี่คือคำถามที่หลายคนกังวลมากที่สุด แต่ความเป็นจริงคือ ความแตกต่างของค่าบำรุงรักษาระหว่างทั้งสามระบบนั้นไม่ได้มากอย่างที่คิด และไม่ควรเป็นปัจจัยที่ทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาด
ค่าบำรุงรักษารายปีของรถยนต์แต่ละประเภท
1. BEV (รถยนต์ไฟฟ้าล้วน เช่น Chery V23 และ Chery Q)
ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนที่สุดของ BEV คือโครงสร้างค่าบำรุงรักษาที่เรียบง่ายกว่าทุกประเภท เพราะไม่มีเครื่องยนต์สันดาปให้ต้องดูแล ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมัน หรือสายพาน รายการเซอร์วิสประจำปีจึงเหลือเพียงการตรวจระบบเบรก ยาง แบตเตอรี่ 12V ไส้กรองแอร์ และน้ำมันเบรก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ารถสันดาปอย่างเห็นได้ชัด
2. HEV (Hybrid ที่ชาร์จไฟเองจากการเบรก)
HEV ยังคงมีเครื่องยนต์สันดาปเป็นแกนหลัก จึงมีรายการบำรุงรักษาที่ใกล้เคียงกับรถน้ำมันทั่วไป เช่น การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะ อย่างไรก็ตาม เพราะมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยรับภาระขับเคลื่อนในหลายสถานการณ์ ทำให้เครื่องยนต์สึกหรอน้อยลง และระบบเบรกก็ยืดอายุได้จาก regenerative braking ค่าบำรุงรักษาในภาพรวมจึงอาจใกล้เคียงหรือต่ำกว่ารถน้ำมันล้วนเล็กน้อย แต่ยังสูงกว่า BEV อยู่ดี
3. PHEV (Plug-in Hybrid เช่น Chery TIGGO 8 CSH)
นี่คือจุดที่หลายคนเป็นห่วงมากที่สุด และเป็นเรื่องที่ควรพูดให้ตรงไปตรงมา: PHEV มีค่าบำรุงรักษาต่อปีสูงกว่า BEV ตามความเป็นจริง เพราะมีทั้งเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าที่ต้องดูแล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนมองข้ามไปคือ เมื่อคำนวณ Total Cost of Ownership ในภาพรวม 5 ปี ซึ่งรวมทั้งค่าเชื้อเพลิงที่ประหยัดได้จากการขับด้วยไฟฟ้าในวันธรรมดา ค่าเสื่อมของระบบเบรกที่น้อยลงจากการใช้ regenerative braking และความยืดหยุ่นที่ไม่ต้องพึ่งสถานีชาร์จในการเดินทางไกล ส่วนต่างของค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้นมักจะถูกชดเชยได้อย่างสมเหตุสมผล
ตารางเปรียบเทียบค่าบำรุงรักษา
ประเภทรถยนต์ | รายการบำรุงรักษา | ค่าใช้จ่าย | ความซับซ้อนของระบบ |
|---|---|---|---|
HEV (Hybrid) | น้ำมัน | เครื่องยนต์ + ชุดไฮบริด + เบรก + ยาง | กลาง (สองระบบ แต่ชาร์จเองจากการเบรก) |
PHEV (Plug-in Hybrid) | น้ำมัน + ไฟฟ้า | เครื่องยนต์ + ระบบไฟฟ้า + เบรก + ยาง | กลาง-สูง (สองระบบ + ชาร์จไฟได้) |
BEV (Battery EV) | ไฟฟ้า 100% | ยาง, เบรก, ไส้กรองแอร์, แบต 12V, น้ำมันเบรก | ต่ำ (ระบบเดียว) |
หมายเหตุ: ข้อมูลในตารางนี้เป็นการเปรียบเทียบเชิงคุณภาพในภาพรวม ไม่ใช่ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่แน่นอน เนื่องจากค่าบำรุงรักษาจริงขึ้นอยู่กับรุ่นรถ ระยะทางการใช้งาน พฤติกรรมการขับขี่ และนโยบายของศูนย์บริการแต่ละแห่ง
เทคโนโลยียานยนต์ทางเลือกจาก Chery
Chery Thailand พัฒนายานยนต์พลังงานทางเลือกเพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกันของคุณ
Chery Tiggo 8 CSH (PHEV): รถยนต์ SUV ขนาด 7 ที่นั่ง รองรับการใช้งานของครอบครัว ขับเคลื่อนด้วยระบบปลั๊กอินไฮบริด สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนในเมือง และใช้ระบบไฮบริดเพื่อเดินทางไกล
Chery V23 (BEV): รถยนต์ไฟฟ้า 100% รูปทรง Retro-style EV SUV มิติตัวถังมีความยาว 4,220 มม. กว้าง 1,915 มม. สูง 1,845 มม. และฐานล้อ 2,730 มม. ออกแบบมาสำหรับการขับขี่ในเมืองและเส้นทางที่ต้องการความคล่องตัว
Chery Q (BEV): รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า 100% ออกแบบสำหรับเป็น City Car เน้นความประหยัดพลังงานและการใช้งานที่เข้าถึงง่าย
ดูรายละเอียดและข้อมูลทางเทคนิคของรถยนต์ Chery ทุกรุ่น ทั้งระบบ PHEV และ BEV ได้ที่หน้าผลิตภัณฑ์ของ Chery Thailand

