เทคนิคการขับรถปลั๊กอินไฮบริดให้ประหยัดสูงสุด
06 March 2569

เลิกเดาใจรถไฮบริดแบบเดิมๆ... จะดีกว่าไหม? ถ้ารถของคุณมีสมองกลอัจฉริยะ ที่คอยจัดการ 3 ขุมพลัง HEV EV และ EV+ ให้เองอัตโนมัติ เพื่อความประหยัดสูงสุดในทุกวินาทีโดยที่คุณไม่ต้องคิดเอง
รถไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก หรือ PHEV ของ CHERY รุ่น CHERY TIGGO8 CSH ไม่ใช่แค่การนำมอเตอร์ไฟฟ้าใส่เข้าไปในรถน้ำมัน แต่คือ ระบบไฮบริดอัจฉริยะ ที่ผสานเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ส่งกำลังผ่านเกียร์ DHT ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกการทำงานของ Intelligent Driving Management ที่ทำให้ใช้พลังงานอย่างคุ้มค้าที่สุด เพื่อให้คุณไปได้ไกลกว่าเดิมและจ่ายค่าน้ำมันน้อยกว่าใคร
1. กฎเหล็ก ABC ต้องชาร์จไฟให้เต็มเสมอ (Always Be Charging)
หัวใจสำคัญของความประหยัดในรถ PHEV คือการเริ่มต้นวันด้วยแบตเตอรี่ที่เต็ม 100% เสมอ หากคุณขับรถ PHEV โดยไม่ชาร์จไฟ คุณกำลังแบกน้ำหนักของแบตเตอรี่และมอเตอร์ ไปโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งอาจทำให้กินน้ำมันมากกว่ารถสันดาปทั่วไปเล็กน้อย
EV Mode (วิ่งไฟฟ้าล้วน) สำหรับการใช้งานในเมือง ระยะทางไป-กลับที่ทำงาน หากใช้โหมดนี้ คุณสามารถลดค่าน้ำมันให้เหลือ 0 บาทได้จริง
ความคุ้มค่าระยะยาว การติดตั้ง Wallbox ที่บ้านช่วยให้ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรถูกกว่าการเติมน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์เพราะไม่ต้องทำงานหนักในช่วงรถติด
2. เลือกโหมดการขับขี่ให้ถูกจังหวะ คือกุญแจสำคัญ
CHERY TIGGO8 CSH มาพร้อมเทคโนโลยีที่สามารถจัดการพลังงานได้หลากหลาย ประหยัดได้มากกว่า
2.1 EV Mode (Pure Electric)
เหมาะสำหรับ การขับในเมืองที่การจราจรหนาแน่น, ขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน หรือการใช้งานระยะสั้น
การทำงาน ระบบจะสั่งการให้มอเตอร์ไฟฟ้าส่งพลังงานขับเคลื่อนล้อ 100% เครื่องยนต์จะหยุดทำงาน ทำให้เงียบสนิทและประหยัดสูงสุด (Zero Emission)
2.2 HEV Mode (Hybrid Intelligent)
เมื่อเดินทางไกล หรือแบตเตอรี่เริ่มต่ำ ให้เปลี่ยนมาใช้โหมด HEV และปล่อยให้ระบบสมองกลของรถจัดการ 3 รูปแบบการทำงานตามสถานการณ์จริง
Series Mode (ช่วงรถติดสลับหยุดนิ่ง/ความเร็วต่ำ) เครื่องยนต์จะทำหน้าที่เป็น "เครื่องปั่นไฟ" (Generator) ส่งกระแสไฟเข้าแบตเตอรี่และมอเตอร์ขับเคลื่อนล้อ ให้ความรู้สึกเหมือนรถ EV 100%
Direct Mode (ช่วงขับทางไกล/ความเร็วคงที่) เมื่อรถลอยตัวบนมอเตอร์เวย์ เครื่องยนต์จะส่งกำลังลงล้อโดยตรง (Engine Drive) ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องยนต์สันดาปทำงานได้ประสิทธิภาพสูงสุดและประหยัดน้ำมันที่สุด
Parallel Mode (เร่งแซง/ขึ้นเขา) เมื่อต้องการพลัง เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว จะทำงานประสานกัน ให้พละกำลังรวมสูงสุด เพื่อความปลอดภัยในการเร่งแซง
3. วิธี Save Battery สำหรับการเดินทางไกล
หลายคนเข้าใจผิดว่าควรใช้ไฟฟ้าให้หมดก่อนแล้วค่อยใช้น้ำมัน แต่เทคนิคระดับโปรสำหรับการเดินทางไกล เช่น กรุงเทพฯ - พัทยา คือ การบริหารแบตเตอรี่
สถานการณ์ เริ่มต้นขับจากในเมือง (รถติด) -> ขึ้นทางด่วน (รถโล่ง) -> ถึงปลายทาง (รถติด)
Save Battery
ช่วงต้น: ใช้ EV Mode ในเมือง
ช่วงกลาง (ทางด่วน): ปรับเป็น HEV Mode และตั้งค่า Save Battery เพื่อให้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนและเก็บไฟไว้
ช่วงปลาย: เมื่อลงทางด่วนเข้าสู่ตัวเมืองพัทยาที่มีรถติด กลับมาใช้ EV Mode อีกครั้ง
ผลลัพธ์ คุณจะหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องยนต์เผาผลาญน้ำมันทิ้งเปล่าๆ ในช่วงรถติดที่ปลายทางได้ ทำให้ได้ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ดีที่สุด
4. เปลี่ยน เบรก ให้เป็น ไฟ ด้วย Regenerative Braking
ทุกครั้งที่คุณถอนคันเร่งหรือแตะเบรกเบาๆ ใน รถไฮบริด ระบบ Energy Recovery จะทำงาน โดยเปลี่ยนพลังงานจลน์จากการหมุนของล้อ กลับมาเป็นพลังงานไฟฟ้าเก็บเข้าแบตเตอรี่
เทคนิค พยายามคาดการณ์จราจรล่วงหน้า หากเห็นไฟแดงไกลๆ ให้ถอนคันเร่งปล่อยไหล (Coasting) เพื่อให้มอเตอร์ปั่นไฟกลับ
ข้อควรระวัง การเบรกกะทันหันจนรถหยุดชะงัก จะทำให้ระบบต้องใช้เบรกแบบกลไก (ผ้าเบรกจับจานเบรก) ซึ่งเป็นการเสียพลังงานทิ้งไปเป็นความร้อน ไม่ได้ไฟฟ้ากลับคืนมา
5. เทคโนโลยี CHERY SUPER HYBRID (CSH) ทำงานอย่างไร?
ความลับเบื้องหลังความประหยัดของ CHERY TIGGO8 CSH คือ CHERY SUPER HYBRID (CSH) เป็นการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ของระบบเกียร์ DHT(Dedicated Hybrid Transmission) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรถไฮบริด เหมาะแก่การทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าทำให้เกิดการประสานข้อดีของทั้ง 2 ระบบคือ ขุมพลังจากเครื่องยนต์สันดาป ผสานกับ การขับขี่ที่นุ่มนวลและห้องโดยสารเงียบ ตอบสนองดีเยี่ยม ของรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้เกิด 3 คุณสมบัติหลัก ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ขับขี่ คือ สมรรถนะทรงพลัง การประหยัดพลังงานที่เหนือชั้น ชาร์จเร็วทันใจ เป็นข้อได้เปรียบของ CHERY SUPER HYBRID
6. การบำรุงรักษา เพื่อความประหยัดที่ยั่งยืน
รถที่สมบูรณ์ย่อมประหยัดน้ำมันกว่ารถที่ขาดการดูแล
ลมยาง (Tire Pressure) ลมยางที่อ่อนเกินไปจะเพิ่มแรงเสียดทาน (Rolling Resistance) ทำให้มอเตอร์และเครื่องยนต์ต้องออกแรงมากกว่าปกติ ส่งผลให้ระยะทางที่วิ่งได้ด้วยไฟฟ้าลดลง
Software Update หมั่นนำรถเข้าเช็คระยะตามกำหนด เพราะรถยนต์สมัยใหม่มักมีการอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อปรับปรุงระบบจัดการพลังงานให้ฉลาดขึ้นอยู่เสมอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (FAQ)
Q: รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ประหยัดจริงไหม ถ้าไม่ชาร์จไฟ?
A: หากไม่ชาร์จไฟ รถจะทำงานเหมือนรถ Hybrid ทั่วไป ซึ่งยังคงประหยัดกว่ารถน้ำมันล้วนเนื่องจากมีการนำพลังงานจากการเบรกกลับมาใช้ แต่ความประหยัดจะลดลงเมื่อเทียบกับการชาร์จไฟเต็ม เพราะเครื่องยนต์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อปั่นไฟและขับเคลื่อนรถพร้อมกัน
Q: ควรใช้โหมด EV หรือ HEV ในการขับทางไกล?
A: สำหรับทางไกล แนะนำให้ใช้โหมด HEV (Hybrid) เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานในช่วงความเร็วสูงซึ่งประหยัดกว่า และเก็บแบตเตอรี่ไว้ใช้ในช่วงความเร็วต่ำหรือรถติด เพื่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานรวมที่ดีที่สุด
Q: ระบบ Regenerative Braking ในรถ CHERY ปรับระดับได้ไหม?
A: ในรถยนต์ PHEV รุ่นใหม่ๆ รวมถึงเทคโนโลยีของ CHERY มักมีการตั้งค่าระดับการหน่วง (Regeneration Level) ได้ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกให้หน่วงมากเพื่อเก็บไฟเยอะ หรือหน่วงน้อยเพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวลคล้ายรถน้ำมันปกติ
ความประหยัดไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีของปลั๊กอินไฮบริดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "วิธีขับ" และความเข้าใจในระบบของคุณ หากคุณสามารถประสานการทำงานระหว่างโหมด EV และ HEV ได้อย่างถูกจังหวะ CHERY TIGGO8 CSH จะไม่ใช่แค่รถที่พาคุณไปถึงจุดหมาย แต่จะเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยเซฟเงินในกระเป๋าและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
อยากสัมผัสความแรงที่มาพร้อมความประหยัดระดับโลก? ทดลองขับ CHERY TIGGO8CSH และเรียนรู้เทคนิคการใช้งานระบบ Intelligent Driving Management จากผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่โชว์รูม CHERY ทั่วประเทศ หรือจองคิวทดลองขับล่วงหน้าได้ที่นี่ จองทดลองขับ CHERY TIGGO8 CSH คลิก

